กีฬาทั่วโลกมีอะไรบ้าง

กีฬาทั่วโลกมีอะไรบ้าง 2 ตำนานนักเตะมากด้วยพรสวรรค์ที่ต้องแขวนสตั๊ดก่อนเวลาอันควร

กีฬาทั่วโลกมีอะไรบ้าง สุดยอดแข้งตำนานศูนย์หน้าที่แขวนสตั๊ดก่อนเวลาอันควร

กีฬาทั่วโลกมีอะไรบ้าง พาไปดูนักเตะพรสววร์บนผืนหญ้า สู่สุดยอดตำนานที่ถูกเล่าขานในวงการฟุตบอล ที่ต้องแขวนสตั๊ดก่อนเวลาอันควร มาร์โก ฟานบาสเทน และ เอริก คันโตน่า บทความ thesportspoint ที่น่าสนใจ

ในบรรดาอดีตกองหน้า ของวงการฟุบอลทั่วโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก กับสุดยอดกองหน้าในตำนาน ที่มีลีลาการยิงประตูอย่างเหนือชั้น มาร์โก ฟานบาสเทน และเอริก คันโตนา ที่ทำเอาแฟนบอลทั่วโลก ต้องอาปากค้าง และถูกจาลึกการยิงประตู ไว้เป็นประวัติศาสตร์ แห่งวงการลูกหนัง

กีฬาทั่วโลกมีอะไรบ้าง มาร์โก ฟานบาสเทน ศูนย์หน้าเพชรฆาตรพรายกระซิบ

สรุปประวัติฟุตบอล ฟานบาสเทน ได้เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสร เอเอฟซี อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ในปี 1981 ด้วยวัยเพียง 16 ปี เท่านั้น

ในปี 1982 – 1983 ฟานบาสเทน วัย 17 ย่าง 18 ปี ได้เริ่มจรัสแสง ฉายแววการเป็นยอดศูนย์หน้าให้กับทีม ด้วยผลงานลงสนาม 20 นัด ยิง 9 ประตู และภายหลังจากที่ยอดกองหน้า ดาวยิงทีมชาติรุ่นพี่  เนเธอร์แลนด์ อย่าง “วิม คีฟต์” ได้ย้ายออกจากสโมสร อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่ทำให้ ฟานบาสเทน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าตัวหลักให้กับสโมสร

ในปี 1983 ฟานบาสเทน ได้ระเบิดฟอร์มการยิงประตูอย่างถล่มทลาย ด้วยการเป็นดาวซัลโวมากที่สุดถึง 4 ฤดูกาลติดต่อกัน ในฤดูกาล 1983-1987 ฟานบาสเทน ยิงประตูทั้งหมด 128 ประตู จากการลงสนาม 133 นัด พาทีม อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม คว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และ ดัตช์คัพ 2 สมัย

ในเวลานั้น ฟานบาสเทน เนื้อหอมมาก มีหลายทีมชั้นนำในทวีปยุโรป ได้ติดต่อทาบทามดึงตัวไปร่วมทีม โดยเจ้าตัวได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ด้วยลีลาทักษะการควบคุมบอล การยิงประตู บนผืนหญ้า ยากที่จะหากองหลังรับฝีเท้าได้

ภายหลังจากฤดูกาล 1986-1987 สิ้นสุดลง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ประธานสโมสร “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ได้ดึงตัว ฟานบาสเทน เข้าร่วมทีม และในฤดูกาล 1988  เอซี มิลาน คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี แต่ ฟานบาสเทน ได้ลงสนามเล่นเพียง 11 นัดเท่านั้น เพราะ มีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า

ฟานบาสเทน ได้พาทัพ “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ คว้าแชมป์ “ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป” ที่ประเทศเยอรมณี ในปี 1988 และได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ ด้วยการยิง 4 ประตู พร้อมกับ “ลูกยิงใบไม้ร่วง” ในนัดชิงชนะเลิศ ที่พบกับทีม สหภาพโวเวียต

ฟานบาสเทน ได้รับรางวัล “บัลลง ดอร์” ในฐานะนักฟุตบอลชั้นนำของยุโรป โดยเจ้าตัวยิง 19 ประตูในเซเรีย อา และ 32 ประตูในทุกรายการในปีนั้น รวมถึงสองประตูในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป

ในเดือนพฤศจิกายน 1992 ฟานบาสเทน กลายเป็นผู้เล่นคนแรก ที่ยิงได้ 4 ประตู ในการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก กับ ไอเอฟเค โกเตนเบิร์ก ต่อมาในเดือนธันวาคม ฟานบาสเทน ได้รับรางวัล “นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ “ฟีฟ่าเวิลด์” และ รางวัลนักเตะ “บัลลง ดอร์” ในปี 1992

จากอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าที่เป็นปัญหา ทำให้เจ้าตัวได้รับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง และต้องพักอยู่ข้างสนามถึง 2 ปีเต็ม ในที่สุด ฟานบาสเทน ได้เขาประกาศลาออกจากตำแหน่งในฐานะนักฟุตบอล ในวันที่ 17 สิงหาคม 1995 ด้วยวัยเพียง 28 ปี

นี่คือ ความสูญเสียผู้เล่น แห่งวงการฟุตบอลอย่างแท้จริง ในฐานะนักฟุตบอล ฟานบาสเทน ทำให้ ฟีฟ่า ต้องแก้กฎใหม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียในครั้งต่อไป        กฎใหม่ถูกร่างขึ้นมา ว่าด้วยการ “เข้าสกัดบอลจากด้านหลัง” หรือการตั้งใจเล่นงานคู่ต่อสู้ เพราะต่อจากนี้ ผู้ที่ทำฟาวล์ในลักษณะดังกล่าว ต้องโดนใบแดงสถานเดียว เท่านั้น

เอริก คันโตนา “เอริก เดอะ คิง”

สรุปประวัติฟุตบอล คันโตนา เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร โอแซร์ ในปี 1986 ประเทศฝรั่งเศส และด้วยเจ้าเป็นคนอารมณ์ร้อน หัวเสียง่าย คันโตน่า ได้กระโดดถีบกังฟูใส่ผู้เล่นทีม น็องต์ อย่าง มิเชล เดอร์ ซาคาเรี่ย ส่งผลให้ คันโตน่า ต้องถูกระงับการลงเล่นเป็นระยะเวลา 3 เดือน ต่อมาภายหลัง เจ้าตัวถูกระงับการลงเล่นลง เหลือเพียง 2 เดือน เนื่องจากสโมสร โอแซร์ ได้ทำการข่มขู่เพื่อขวางไม่ให้นักเตะถูกคัดเลือกให้ติดทีมชาติ ฝรั่งเศส ชุดยู-21 

คันโตน่า ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติ ฝรั่งเศส ชุดยู-21 ที่ชนะการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ในปี 1988 โดยเจ้าตัวได้กดทำแฮตทริก ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ใส่ทีมชาติ อังกฤษ 

ในเวลาต่อมา คันโตนา ได้ย้ายไปร่วมทีม มาร์กเซย และก็ได้ย้ายไปร่วมทีม บอร์กโดซ์ ด้วยสัญญายืมตัว หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับ มงเปลลิเย่ร์ ซึ่งทำให้ คันโตนา ได้สัมผัสกับถ้วยแชมป์ เฟร้นช์ คัพ เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะถูก มาร์กเซย ดึงตัวกลับมา แต่ก็ยังถูกขายให้กับ นีมส์ ในเวลาต่อมา ในเดือนธันวาคม 1991

ระหว่างการแข่งขัน คันโตน่า ได้ขว้างบอลใส่ผู้ตัดสินด้วยความโกรธเคือง ในการตัดสินใจของเขา และ คันโตน่า ถูกเรียกตัว ไปไต่สวนทางวินัย โดยสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และถูกแบนเป็นเวลา 1 เดือน คันโตนา ตอบโต้ด้วยการเดินไปหาสมาชิกของคณะกรรมการพิจารณาคดีและเรียกพวกเขาว่า “คนงี่เง่า”

คันโตน่า ถูกการสั่งห้ามลงสนามเพิ่มขึ้น เป็นระยะเวลา 2 เดือน และในเวลาต่อมา คันโตนา ก็ประกาศลาออกจากวงการฟุตบอล ในวันที่ 16 ธันวาคม 1991 มิเชล พลาตินี่ โค้ชทีมชาติฝรั่งเศส ได้ชักชวนให้ คันโตนา กลับมาลงเล่นฟุตบอล

คันโตน่า ย้ายไปที่ประเทศอังกฤษ คันโตน่า ได้ย้ายไปร่วมทีม “ยูงทอง” ลีดส์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 และได้เถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกดิวิชั่น 1 ในเดือนพฤศจิกายน โดยเจ้าตัวลงสนาม 15 นัด ยิง 3 ประตู

อเล็กซ์ โฟกูสัน ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้จัดการคว้า คันโตน่า ศูนย์หน้าดาวยิงเลือดร้อนเข้าร่วมทัพ แมนยูฯ จากคำแนะนำของ มิเชล พลาตินี่ ด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์ คันโตนา ได้ปรับตัวเข้ากับสโมสร แมนยูฯ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ตัวเขาสามารถทำประตู และส่งให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ใน 2 ฤดูกาล ปี 1993 – 1994 คันโตน่า ได้พา “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีก และมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี โดยเจ้าตัวทำประตูจากลูกจุดโทษ 2 ประตู ถล่ม เชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ 4-0

ในที่สุดภาพเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ คันโตน่า ได้ก่อเรื่องน่าอายขึ้นในเกมเยือนทีม คริสตัล พาเลซ ในเดือนมกราคม ฤดูกาล 1995 คันโตน่า ได้กระโดดถีบใส่ แมทธิว ซิมม่อนส์ แฟนบอลทีม คริสตัล พาเลซ และโดนผู้ตัดสินไล่ออกจากสนาม

ในงานแถลงข่าวภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มนักข่าวพากันมารอสัมภาษณ์ คันโตน่า ซึ่งเจ้าตัวได้เดินเข้ามา พร้อมกับกล่าวว่า “เมื่อนกนางนวลบินตามเรือประมง…ก็เพราะพวกมันคิดว่า ปลาซาร์ดีนจะถูกโยนลงมาในทะเล” เพียงเท่านี้ เจ้าตัวก็ได้ออกจากห้องไป

ในเวลาต่อมา คันโตน่า ถูกศาลชั้นต้นสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะเปลี่ยนบทลงโทษให้เป็นทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 120 ชั่วโมงแทน นอกจากนี้สมาคมฟุตบอลอังกฤษ สั่งลงโทษห้ามลงสนามจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม อีกด้วย

ในฤดูกาล 1995-1996 คันโตน่า ยิงประตูหมดไป 19 ลูก รวมทุกรายการ และ คันโตนา เป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ในการพา “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ได้อีกครั้ง

“ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์พรีเมียลีกอีกครั้งในฤดูกาล 1996-1997 ทำให้คันโตนาได้แชมป์ลีกไปแล้วถึง 6 ครั้งในรอบ 7 ปี ยก เว้นเพียงปีที่เขาโดนแบน เท่านั้น

หลังฤดูกาลจบลง คันโตนา ก็สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอล ด้วยการประกาศเลิกเล่น ในขณะที่อายุเพิ่งจะ 30 ปี เท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น